3
มีนาคม
[FICTION] EMOTIONS 07
เสียงเพลงรักแว่วมากับสายลมยามบ่าย แต่น่าเสียดายที่ท่วงทำนองอ่อนหวานของมันไม่ได้ช่วยลดทอนความโกรธกรุ่นในใจใครบางคนได้เลย เจ้าของเรียวคิ้วสวยที่ยังเหลือรอยขมวดมุ่นย่ำเท้าลงไปตามบันไดหินด้วยอาการกระแทกกระทั้น เหยียบแต่ละขั้นก็ท่องชื่อนิชิกิโดเรียวไปด้วย จวบจนลงมาถึงชายหาดด้านล่างอารมณ์เคืองขุ่นก็ถูกพัดหายไปเรียบร้อย คาซึยะเงยหน้ามองไปยังตึกทรงโบราณแล้วก็งับปากเล่น เลิกอารมณ์เสียได้แล้วคาซึยะ ที่ย้อนไปเมื่อกี้ ไอ้นายเลขาฯหน้าเข้มนั่นคงสะอึกไม่น้อยหรอก นายจะต้องเป็นคนชนะ คนชนะจะต้องไม่เก็บความเคืองขุ่นมาทำร้ายตัวเอง …คนเจ้าคิดเจ้าแค้นสรุปในใจก่อนจะเตะต้นไม้ไปอีกหลายที
“อย่างน้อยก็ทำให้หายเบื่อได้ชั่วคราว” นั่นคือข้อดีของการลับฝีปากกับเรียว พอตั้งใจว่าจะเลิกคิดก็มองหาเรื่องที่น่าสนใจเรื่องอื่นแทน คาซึยะมองสะพานไม้ที่ทอดยาวไปกลางทะเล เรือเร็วคงรับส่งคนจากจุดนั้นแล้วก็เลยเข้าไปจอดในโรงเก็บเรือที่ถูกถัดไปไม่ไกล ซ้ายมือเป็นเปลที่ผูกไว้ระหว่างไม้ใหญ่สองต้น ตอนนี้ไม่มีคนจับจอง ถ้าเขาจะยึดไว้ชั่วคราวคงไม่เป็นไรกระมัง จากนั่งไกวเปลก็กลายเป็นนอนเหยียดขาคลายความเมื่อยล้า เปลือกตาบางพับหลับเพราะไม่อยากสู้แสงจ้า พุ่มไม้หนาช่วยบดบังแสงแดดได้ดีแต่ความขาวของหาดทรายและสีฟ้าใสของน้ำทะเลก็ทำให้ปวดตาได้ง่ายๆ เหมือนกัน
“หลับแบบไม่กลัวอะไรเลยนะ”
นอนฟังเสียงคลื่นเสียงลมจนเกือบจะหลุดลอยไปสู่ความฝัน ก็เป็นอันต้องสะดุ้งทั้งตัว ร่างเล็กเกร็งแขนขา ตั้งท่าจะป้องกันตัวเองตามสัญชาตญาณแต่สัมผัสอุ่นร้อนที่ตรึงไหล่ไว้กับเปลหยุดทุกการเคลื่อนไหวไว้ทุกทาง ยกเว้น ไอ้ที่มันเต้นโครมครามอยู่ในอกนี้เท่านั้น
“ระวัง เดี๋ยวก็ได้พลัดตกลงไปหรอก”
“ผมจะไม่ตกถ้าไม่มีใครทำให้ตกใจ” คิ้วคมเลิกขึ้นน้อยๆ ดวงตาสีจัด…คล้าย…ว่ายิ้มได้ “ลูกชายคนเก่งของท่านรองผู้กำกับทำไมขวัญอ่อนนัก ไหนข่าวว่าเคยเล่นงานลูกน้องฉันสะบักสะบอมไม่ใช่หรือ” เจ้าของวีรกรรมทำท่าคล้ายจะสะบัดหน้าหนีแต่ก็ห้ามตัวเองไว้ทัน มันไม่ใช่เรื่องที่จะมางอนเป็นผู้หญิงเสียหน่อย เขาทำจริงก็กล้ายอมรับ ทีนายใหญ่ผู้บงการยังพาดพิงถึงโดยไม่สะทกสะท้านเลย
“กลุ่มไหนล่ะ สองคนที่ส่งไปค้นห้องทำงานพ่อผม หรือกลุ่มที่ฆ่าตัดตอนพวกตัวเอง ถ้ากลุ่มแรกก็อาการหนักหน่อยเพราะคืนนั้นมันมืดผมกะระยะกะแรงไม่ถูก แต่พวกที่เจอที่โรงพยาบาลก็เจ็บไปคนหนึ่ง ตายอีกหนึ่ง พวกที่รอดมาไม่ได้รายงานคุณหรืออาคานิชิซัง” ถูกแจงข้อกล่าวหายาวเป็นขบวนรถไฟ แต่จินยังยืนยันคำตอบเดิม สั้นๆ ได้ใจความ
“พวกนั้นไม่ใช่คนของฉัน”
“ไม่ใช่คนของคุณแล้วของใคร”
“ใครก็ได้ที่อยากได้หลักฐานจากนาย” คนตัวเล็กอุบอิบว่าก็จะมีใครซะอีก นอกจากที่ยืนบังลมอยู่นี่ “ฉันรู้ฝีมือเป้าหมายดีคาซึยะ ถ้าลองว่าจะส่งคนไปจัดการ ฉันไม่ใช้เศษคนพวกนั้นหรอก ระดับคนที่เคยฝึกการต่อสู้มาสารพัดแบบคงต้องเป็นโคคิ เรียว ไม่ก็จุนโนะ ถึงจะเอาอยู่”
“คงไม่ต้องถึงระดับท่านพวกนั้น แค่ยานอนหลับกับละครสักฉากสองฉากก็พอแล้ว” ย้อนใส่คนตัวโตแล้วก็นึกขุ่นไปถึงเจ้าของดวงตากลมโตอีกต่อ ผู้กองยามาชิตะ คนเขาอุตส่าห์คิดว่าเป็นเพื่อนผู้หวังดี ไว้ใจจนยอมให้เข้านอกออกในบ้านได้ทุกเมื่อ คาซึยะทะนงว่าตัวเองเล่นละครหลอกให้ยามะใจอ่อนได้ตั้งหลายครั้ง ไม่คิดเลยว่าที่จริงแล้วผู้กองยามาชิตะนั่นแหละ ที่สุดของดาราเจ้าบทบาท!
“เจ้าคิดเจ้าแค้นไม่เปลี่ยน”
“หมายความว่ายังไง”
“ยามะไม่อยากทำหรอก เจ้านั่นคัดค้านเรื่องที่เราจะพานายมาหลบที่นี่ คงเพราะรู้ว่าจะเจออภินิหารท่านผู้นำรุ่นเล็กมั้ง แต่สุดท้ายแล้วหมอนั่นก็ต้องทำเพราะมันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้ว” คาซึยะฟังเรื่องนี้มาหลายครั้ง ทั้งจากปากเจ้าตัวและคนอื่น ไม่ต้องคิดตามความคิดเก่าๆ มันก็ผุดวาบขึ้นมาเอง เด็กหนุ่มไม่สนใจความคิดเห็นของใครต่อใครหรอก สิ่งที่ติดใจจากคำพูดเมื่อกี้ มันคือคำบางคำต่างหาก คำที่สะกิดใจได้อย่างประหลาดนัก
“เมื่อกี้ คุณว่าอะไรนะครับ” เสียงใสเอ่ยผะแผ่วราวกับกลัวว่าหากเอ่ยดังไปกว่านี้ลมทะเลจะพัดเศษจิ๊กซอว์ที่กำลังต่อเติมตัวเองให้กระจัดกระจายออกไป “คุณพูดถึง ผู้นำ…หมายถึงผมหรือ…”
ดวงตาดำจัดเปล่งประกายรับมือเล็กที่กำชายเสื้อเชิ้ตสีเข้มจนยับ
“ท่านผู้นำรุ่นเล็ก” เสียงทุ้มและคำไม่กี่พยางค์แต่เหมือนมีความรู้สึกมากมายอัดแน่นอยู่ในนั้น คนตัวเล็กกลั้นใจราวกับกลัวว่าภาพที่กับติดๆ ดับๆ ในหัวจะหายวับไป แต่ให้พยายามนิ่งหรือจดจ่อกับมันมากแค่ไหนภาพเหล่านั้นก็ยังไม่ยอมสว่างใส สุดท้ายก็เลือนหายไปสวนทางกับความรู้สึกโหยหาสิ่งสำคัญที่ดูจะเพิ่มมากขึ้นทุกนาที
“…..ท่านผู้นำรุ่นเล็ก เป็นตำแหน่งที่ยิ่งใหญ่แล้วก็น่ารักจัง” อาคานิชิจินทำในสิ่งที่คาซึยะไม่คิดฝัน ริมฝีปากสีแดงสดวาดเป็นรอยยิ้ม รอยยิ้มละมุนที่รับกับประกายพราวระยับในหน่วยตาคู่คม ขับไล่ความดุดันเย็นชาไปจากใบหน้าได้รูปจนหมดสิ้น คาซึยะควานหาลมหายใจตัวเองอยู่หลายอึดใจ พอรู้ตัวว่าเผลอจ้องตาอีกฝ่ายนานเกินไปจึงเสใช้เอาเท้าเขี่ยเม็ดทรายเล่น ปากบางว่าอุบอิบ
“ไม่เหมาะกับผมสักนิด”
“คิดอย่างนั้นหรือ” คนตัวโตโน้มใบหน้าลงมาใกล้ คาซึยะมองรอยแผลเป็นตรงแนวคางบึกบึนแล้วก็ต้องรีบกำมือแน่น ไม่ใช่เรื่องที่เขาต้องอยากรู้ว่าผู้ชายคนนี้ได้แผลมาจากไหน อย่างไร ชีวิตการงานของอาคานิชิจินมันก็บอกแล้วว่าจะต้องเผชิญกับศัตรูคู่แข่งอยู่ตลอดเวลา แผลนั่นอาจจะมาจากใครสักคนที่แค้นประธานอาคานิชิจนอยากฆ่าให้ตายก็ได้ แต่มันสะดุดตาจริงๆ นะ รูปหน้าแบบผู้ชายแท้ ไม่ได้เรียวเล็กแบบเขาแต่ก็ดู…ดี ปลายคางมีรอยบุ๋ม ตาเรียวใหญ่ จมูกโด่ง ทุกอย่างรับกันพอเหมาะแล้วก็ดันมีรอยแผลอวดตัวบนส่วนที่เห็นได้ชัดเจน เป็นใครจะไม่อยากรู้
“แผลนั่น คุณไปโดนอะไรมา” สุดท้ายเด็กน้อยผู้กล้าก็โพล่งออกไปจนได้ จินยิ้มบาง ราวกับรอคำถามนั้นอยู่แล้ว
“มีด”
“ทำไมไม่รักษา ทิ้งไว้ทำไม แผลแค่นี้ให้หมอปาดนิดหน่อยก็เนียนแล้ว”
“มันดูไม่ดีหรือ” ก็ไม่เชิง มันทำให้ใบหน้าคมหวานดูเป็นผู้ชายแท้มากกว่าจะมีแค่ผิวขาวๆ เนียนๆ แต่คาซึยะไม่อยากชมให้นายใหญ่ท่านได้ใจ แล้วก็ไม่อยากโกหกโดยไม่จำเป็นเลยเลี่ยงคำตอบไปเสีย “คนอื่นเค้าจะได้มองว่าเหมือนโจรไปกันใหญ่”
“ขอบใจที่เป็นห่วง แต่ฉันชอบนะ ถือเป็นแผลเกียรติยศเลยก็ว่าได้”
“คงได้มาตอนยกพวกตีกันล่ะสิ” เจ้าถิ่นไม่ตอบ แต่เดินทอดน่องไปตามแนวร่มไม้ คาซึยะนึกได้ว่ามีเรื่องจะต้องตกลงกับอีกฝ่ายเลยรีบสวมรองเท้า วิ่งตามไปติดๆ
“อาคานิชิซัง ผมอยากกลับบ้าน”
“กลับไปทำไม” อ๊าว~ ก็มนุษย์อื่นเค้ากลับบ้านกันทำไมล่ะ บ้านอยู่ไหนคนก็ต้องอยู่นั่นสิ “ผมคิดถึงบ้าน อีกอย่างสองวันที่ผ่านมาผมพยายามนึกถึงของที่คุณต้องการนึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ทุกอย่างมันใช่พอกับไม่ใช่ ทางที่ดีคือผมต้องเอากุญแจดอกนั้นกลับไปพิสูจน์ด้วยตัวเอง”
“นายเพิ่งหายป่วย สมองอาจจะยังไม่ปลอดโปร่งพอ”
“ผมหายดีแล้ว”
“ถ้าได้เปลี่ยนสถานที่มันจะช่วยได้ใช่ไหม” ร่างเล็กพยักหน้าเร็วๆ
“ชัวร์”
“ถ้าอย่างนั้นก็ย้ายขึ้นมาอยู่บนตึก ฉันจะให้เด็กเตรียมห้องให้ ย้ายขึ้นมาคืนนี้เลยก็แล้วกัน” มันใช่การเปลี่ยนแบบที่เขาต้องการซะที่ไหนเล่า คาซึยะแค้นใจที่หลงกลคนมากเล่ห์จนอยากจะโกยทรายทั้งหาดปาใส่เจ้าของเกาะ แต่อาคานิชิจินไม่อยู่รอให้ประทุษร้ายพอเห็นเรือเร็วแล่นมาแต่ไกลชายหนุ่มก็มุ่งไปยังสะพานไม้ เด็กช่างสงสัยเลยวิ่งลงฝีเท้าตามไปให้สะพานสะเทือนเล่น
“กลับมาเร็วนะรอบนี้” ร่างสูงยืนอยู่บนท่า รอให้ยูยะเหยียบขึ้นมาจากเรือพร้อมผู้ชายอีกคน ชายหนุ่มร่างเล็กถอดหมวกพัดไปมาตอบคำถามเจ้าบ้านขณะที่ยูยะวุ่นวายกับการกำชับคนขับเรือให้รีบเอาของสดไปเก็บไว้ในตู้แช่
“ไม่ต้องแวะที่ไหนนี่หว่า ซื้อของเสร็จก็กลับเลย ยูยะก็เหมือนจะไม่สบาย คิดว่ารีบพากลับมาพักผ่อนคงจะดีกว่า”
“เป็นอะไร” เด็กแก้มป่องยิ้มบาง จะว่าไป นี่มันรอยยิ้มแรกที่คาซึยะได้เห็นหรือเปล่านะ ยิ้มแล้วยังเอียงคอให้คนตัวโตลูบหัวอย่างว่าง่ายเสียด้วยสิ “ไม่เป็นอะไรครับ ยูจังน่ะคิดมาก ผมบอกแล้วไงว่าแค่มึนหัวเพราะนอนน้อย เรื่องไม่เป็นเรื่องแท้ๆ ไม่เห็นต้องฟ้องคุณจินเลย”
โห ทำอาการเง้างอดก็เป็นด้วยแฮะ ผู้ชายที่ชื่อยูจังนั่นก็คงจะเอ็นดูเจ้าตัวเล็กไม่น้อยถึงได้กลับลงเรือไปหยิบหมวกปีกกว้างมาสวมให้กับมือ
“ฉันไม่บอก จินมันก็เล่นงานฉันตายสิ”
“รีบเข้าบ้านเถอะ ตรงนี้แดดแรง เดี๋ยวจะไม่สบายแพ็คคู่” คนหนึ่งคงเป็นเทโกชิ อีกคนก็คงไม่พ้นคาซึยะนี่แหละ เด็กหนุ่มหลีกทางให้พี่ชายน้องชายเขาเดินนำไปก่อน ส่วนตัวเองมองตามเรือเร็วที่แล่นฝ่าฟองคลื่นไปยังโรงเก็บเรือ คิดว่ารั้งรอนานพอแล้วก็จะเดินกลับบ้าง
“เป็นยังไง ชอบที่นี่ไหม” คาซึยะใช้รอยยิ้มตอบแทน อาคานิชิคงสั่งให้เฝ้าเขาสินะ
“คุณเป็นคนที่สองแล้วที่ถามผมแบบนี้”
“เพราะฉันชอบที่นี่ไง เลยอยากรู้ว่าคนอื่นจะรู้สึกยังไง เราไม่ค่อยมีแขกมาพัก พอมีทีก็อดที่จะถามไม่ได้”
“โคคิก็ถามผมแบบนี้ ที่นี่สวยนะครับ สวยมาก น่าอิจฉาพวกคุณที่ได้อยู่ในสถานที่สวยงามแบบนี้ทุกวัน โตเกียวมีแต่มลพิษ รถยนต์ ผู้คน ตึกสูง ไม่มีอากาศบริสุทธิ์สูดลมหายใจลึกๆ แบบนี้หรอก” คำตอบนั้นคงถูกใจคนฟังมาก ยูจังของเทโกชิจึงยิ้มจนตาเป็นขีดโค้ง ผู้ชายคนนี้ท่าทางอารมณ์ดีพอกับโคคิแต่มีความกระตือรือร้นมากกว่า ดวงตารูปเม็ดอัลมอนด์บอกถึงนิสัยร่าเริงจนเกือบจะเป็นไฮเปอร์ ท่าทางเข้ากับคนได้ง่าย และก็ทำให้คาซึยะไม่อึดอัดใจที่จะคุยด้วยเหมือนใครบางคน
“ฉันชื่อนากามารุ ยูอิจิ เรียกยูจังก็ได้นะ” คาซึยะเอ่ยขอบคุณเบาๆ ไม่ต้องแนะนำตัวอีกฝ่ายก็คงรู้แล้วว่าเขาเป็นใคร “คุณก็อยู่บ้านนี้หรือครับ”
“ใช่ กินนอนที่นี่ห้าวันต่อสัปดาห์เลยล่ะ วันหยุดก็กลับบ้านตัวเอง ทุกคนมีบ้านอยู่อีกฟากของเกาะ แค่ยูยะเท่านั้นที่ได้อยู่กับจิน” คนตัวเล็กครางรับ เหยียบเท้าขึ้นบันไดหินด้วยความระมัดระวัง อาคานิชิจะให้เขาพักห้องไหนนะ หวังว่าคงไม่ใช่ห้องเดียวกับเทโกชิ ไม่อย่างนั้นคาซึยะได้หอบหมอนผ้าห่มลงไปนอนห้องใต้ดินเหมือนเดิมแน่ๆ
“โอ่ย ยูอิจิ ชักช้า ไม่หิวหรือไงวะ”
“หิวตลอดเวลา มีอะไรให้ฟาดปากบ้าง” ทันทีที่ทั้งสองคนผ่านประตูห้องครัวเข้าไป เสียงห้าวก็ดังต้อนรับ คาซึยะเดินตามยูอิจิเข้าไปทีหลัง โคคิเพิ่งเห็นก็ออกปากขับแขกพิเศษออกจากกลุ่มทันที “คาซึยะ นายต้องไปทานที่ห้องอาหาร”
“ทำไมล่ะครับ โคคิไม่อยากทานกับผมหรือ” โคคิแกว่งตะเกียบไปมา
“ไม่ใช่อย่างนั้น จินให้ไปทานที่ห้องโน้น บอกว่ามีเรื่องจะคุย”
“ไม่อ่ะ ผมอยากทานที่นี่ เจ้านายโคคิเขาอยากคุยอะไรก็เอาไว้หลังทานข้าวก็แล้วกัน” เพราะเห็นแล้วว่าในห้องนี้มีแค่พี่ชายหน้าเหลี่ยม จุนโนะ ยูอิจิ และคุณป้าคนหนึ่ง คาซึยะเลยสมัครใจที่จะนั่งทานในครัวมากกว่าจะไปขึ้นโต๊ะร่วมกับเจ้าของบ้าน เลขาฯ หน้าโหด และแน่นอนว่าจะต้องมีเทโกชิ ยูยะนั่งหน้าตึงอยู่ด้วยแน่นอน รายล้อมด้วยมนุษย์พวกนั้น คงเจริญอาหารพิลึกล่ะ
“นายนี่มันดื้ออย่างที่ยามะว่าจริงๆ”
“เอาน่า คาเมนาชิคุงอยากทานข้าวกับผมใช่ไหมล่ะ ไม่ต้องไปสนใจโคคิมันหรอก ไอ้นี่มันขี้อิจฉา ฮิกะซัง ขอข้าวเพิ่มด้วยครับ” หญิงสูงวัยจัดการให้ตามที่ชายหนุ่มขอ พอมีตะเกียบกับชามข้าวอยู่ตรงหน้า คาซึยะก็อารมณ์ดีขึ้นอีกระดับหนึ่ง
“ขอบคุณมากนะจุนโนะ”
“ขอเปลี่ยนเป็นให้ผมเรียกชื่อเล่นแทนได้ไหม คาเมะจัง” สายข่าววงในคงทำงานได้ดีจริงๆ ถึงได้รู้แม้กระทั่งชื่อเล่นที่เพื่อนสนิทเขาเรียก คาซึยะตอบตกลง โคคิจึงวานแม่บ้านให้ไปบอกจินว่าคนตัวเล็กจะทานที่ห้องครัว ไม่ต้องรอ
ยามบ่ายวันนี้มีเสียงหัวเราะดังจากห้องครัวไม่ได้ขาด นากามารุเล่าเรื่องตลกที่เพิ่งไปเจอมาแบบไม่กลัวว่าจะมีใครสำลักข้าว และจุนโนะก็ขยันขำก๊ากแบบไม่ได้แกล้งทำ คาซึยะจิบน้ำยังไม่ทันหายแสบคอก็ต้องรีบวางแก้วลง ร่างสูงใหญ่ยืนตระหง่านอยู่กลางกรอบประตูริบเอาเสียงหัวเราะสดใสไปจากร่างบางได้ทันที
“อ้าว จิน จะเอาอะไรเพิ่มหรือเปล่า”
“เปล่า ฮิกะซังไปไหน”
“ไม่รู้เหมือนกัน ไม่ได้อยู่ห้องโน้นหรือ” โคคิหมายถึงห้องทานอาหาร
“ไม่อยู่”
“แล้วนายถามหาฮิกะซังทำไม”
“ฉันจะคุยเรื่องเตรียมห้องพักให้แขกพิเศษ ถ้านายเจอก็บอกให้ไปพบฉันที่ห้องทำงานก็แล้วกัน” พูดจบก็ตบเท้าออกไป ทิ้งให้จุนโนะหันมาสบตากับเพื่อนอีกสองคนแบบ…ไม่ค่อยเข้าใจอะไรนัก “เรื่องนี้ มันฝากยูยะเอาไว้ก็ได้นี่ เจ้านายแกต้องเดินมาหาแม่บ้านถึงในครัวเลยหรือวะไอ้ยู”
“กูไม่รู้ กูยังไม่อยากถูกไล่ออก” ยูอิจิหัวเราะคึๆ รีบพุ้ยข้าวใส่ปากเป็นการตัดบท ส่วนคนที่ไม่รู้ตัวว่าจะเป็นสาเหตุให้ใครต่อใครถูกหมายหัวก็ยังเล็มกุ้งทอดต่อไป วันหนึ่งๆ นายใหญ่ท่านมีเรื่องให้คิดให้ทำตั้งเยอะแยะ คาซึยะไม่รู้หรอกว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องไหน บ้านนี้มันก็บ้านท่าน ท่านอยากจะเดินไปไหนก็ตามแต่ใจท่านจะปรารถนา คาซึยะไม่ยุ่ง ไม่เกี่ยว ไม่สนใจ
หลังมื้อกลางวันอันคึกครื้นแล้วคาซึยะตั้งใจว่าจะขนหนังสือมานอนอ่านริมหาดแล้วพอแดดร่มลมตกหน่อยก็จะเล่นน้ำให้สมกับที่ได้มาอยู่เกาะ วางแผนแก้เบื่อเอาไว้อย่างดี เดินฮัมเพลงกลับหลุมหลบภัยของตัวเองเพื่อที่จะไปหยิบหนังสือ ก้าวพ้นประตูห้องออกไปได้ก้าวเดียวก็ต้องถอยกลับหลังไปเสียสามก้าว ไม่ได้เว่อร์นะ แต่ไอ้การโผล่มาขวางทางเงียบๆ พร้อมหน้านิ่งๆ ตาดุๆ เจอแบบไม่ทันตั้งตัว ใครมันจะไม่ตกใจบ้าง คาซึยะงับปากแน่น กลั้นใจรอดูท่าทีอย่างเดียว
“จะไปไหน”
“อ่านหนังสือ” เมื่อถามสั้นคงไม่ผิดที่จะตอบสั้นพอกัน แขนขาวรัดเล่มหนังสือแนบอก หากเห็นท่าไม่ดีก็ยังมีสันหนังสือเป็นอาวุธละวะ “ฉันบอกให้ไปทานข้าวด้วยกันที่ห้องอาหารทำไมไม่ไป”
“ผมอยากทานในครัวมากกว่านี่”
“โคคิไม่ได้บอกหรือว่าฉันมีเรื่องจะถาม” ศีรษะเล็กผงกขึ้นลง
“แล้วทำไมไม่ไป”
“คุณอยากจะรู้อะไรถามมาตอนนี้ก็ได้ ผมไม่ชอบคุยเรื่องซีเรียสตอนทานข้าว” แล้วก็ไม่ชอบนั่งอยู่ในบรรยากาศซีเรียสตอนทานข้าวด้วย ฝืดคอ จินหลับตาอย่างอ่อนใจ แบบนี้แหละ เขาถึงไม่อยากยุ่งกับคาซึยะต่อหน้าคนอื่น นอกจากเจ้าตัวร้ายจะกวนโมโหหน้าซื่อๆ แล้วจินยังไม่แน่ใจว่าจะควบคุมตัวเองให้เป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ตลอดรอดฝั่ง “อยากได้ห้องมุมไหน”
“ครับ?”
“ห้องใหม่ของนาย อยากได้ตรงไหน ปีกซ้ายหรือขวา ชั้นบนหรือชั้นล่าง จะได้จัดให้ถูก” ลูกแก้วสีสวยกรอกไปมา อ่า เจ้านายบ้านนี้เค้าให้ความสำคัญกับแขกแม้กระทั่งเรื่องห้องหับเลยหรือ ใจดีผิดลุคเจ้าพ่อเลยแฮะ “มุมไหนก็ได้ครับ ขอเป็นห้องเดี่ยวก็พอ”
“อยากได้อะไรอย่างอื่นอีกหรือเปล่า”
“ไม่ครับ” เขายังไม่ลืมหรอกว่าตัวเองต้องอยู่ที่เกาะนี้เพราะอะไร และต้องทำอะไรบ้าง แค่ที่ซุกหัวนอน ให้อยู่ยังไงคาซึยะก็อยู่ได้ ขอแค่ได้เห็นท้องฟ้า มองต้นไม้ใบหญ้าก่อนนอนและตอนตื่นก็พอแล้ว ความสุขสบายอย่างที่สุดของคาซึยะอยู่ที่บ้าน ไม่ใช่ที่นี่
“ค่ำนี้ฉันต้องไปงานเลี้ยงฝั่งโน้น อาจจะกลับดึก” เจ้าของดวงตาเรียวสวยเงยหน้าขวับ ถ้าเขาจะติดเรือข้ามไปด้วยล่ะ อย่างน้อยก็ได้แวะไปที่บ้านสักชั่วโมงก็ยังดี ดวงตาคู่เล็กประกาศความในใจแต่จินก็ปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย “เลิกคิดไปได้เลย ฉันอยากให้นายอยู่ที่นี่ ดูแลบ้านนี้ระหว่างที่พวกเราไม่อยู่ ทำได้ไหม”
“ผมอยากไปด้วย”
“แล้วฉันจะพาไปวันหลัง วันนี้นายอยู่เป็นเพื่อนยูยะก่อนดีกว่า” คนฟังเกือบจะเบ้ปาก เทโกชิคงไม่อยากให้เขาอยู่เป็นเพื่อนเท่าไหร่หรอก “ยูยะไม่ค่อยสบาย เด็กคนนั้นเกลียดหมอ กลัวเข็มฉีดยา แต่พอไม่สบายทีก็ต้องมีคนอยู่ด้วย ที่สำคัญ เค้าดูแลนายมาตลอด ท่านผู้นำรุ่นเล็กคงไม่ใจร้ายกับผู้มีพระคุณหรอกใช่ไหม”
“ผมปฏิเสธไม่ได้อยู่แล้วนี่”
“ฉันรู้ว่านายจะไม่ทำแบบนั้นหรอก ถ้ามีอะไรน่าเป็นห่วงก็บอกยูอิจิได้ตลอดเวลา ไม่เกินสี่ทุ่มพวกเราคงกลับมาถึง ช้าสุดก็เที่ยงคืน” จะบอกทำไม คาซึยะไม่ใช่แม่บ้านนะ จะได้มารอเปิดประตูรับใครกลับบ้าน ถึงตอนนั้นเขาก็หลับไปฝันไปได้หลายเรื่องแล้ว
ดวงตาคู่คมเหมือนพูดได้แถมยังสื่อความหมายได้ดีจนคาซึยะต้องเบือนสายตาหลบความอ่อนโยนที่คนตัวโตสื่อออกมา อย่ามาทำตัวเป็นคนดี ประวัติยาวเหยียดสามสี่หน้ากระดาษคาซึยะจำได้ไม่ตกหล่น เขาไม่มีทางไว้ใจคนกลุ่มนี้เป็นครั้งที่สองหรอก ลูกน้องอย่างผู้กองยามะยังตีหน้าซื่อได้แนบเนียนขนาดนั้น ตัวหัวหน้าใหญ่ไม่เก่งกว่าหลายสิบเท่าหรือ คาซึยะก้าวขึ้นบันไดทีละสองขั้น คิดว่าเร็วพอแล้วแต่ก็ยังไม่เร็วไปกว่าคนตัวสูง ขายาว ก้าวตรง พอจะแซงก็หันมาบอกหน้าตาเฉย
“ฉันจะรีบกลับ”
ใครเค้าอยากรู้วะ!
ผู้ชายสูทดำสี่ชีวิตขึ้นเรือออกไปจากเกาะก่อนตะวันลับเหลี่ยมเขาแค่ไม่กี่นาที เมื่อขาดเสียงหัวเราะของโคคิ ยูอิจิ จุนโนะ เสียงคลื่นลมอันเปลี่ยวเหงาก็ครอบงำโดยไม่ต้องให้ใครเชิญ พอไม่มีเจ้าของบ้านเดินทอดฝีเท้าไปมาให้เห็น คาซึยะก็รู้สึกถึงความกว้างใหญ่เกินพอดีของตึกสีอิฐได้ในนาทีนั้น เด็กหนุ่มบอกตัวเองว่ามันเป็นเพราะเขาอยู่แปลกที่ ความไม่คุ้นเคยทำให้จิตใจไม่สงบแล้วก็พาลคิดไปเรื่อยเปื่อย
“คุณหนู ตรงนี้เย็นแล้ว เข้าบ้านเถอะค่ะ” ป้าฮิกะพาแขกพิเศษไปยังห้องพักที่ได้รับคำสั่งให้จัดเตรียมอย่างเร่งด่วน ถามจนแน่ใจแล้วว่าคนตัวเล็กไม่ต้องการอะไรเพิ่มเติมอีกก็ขอตัวลงไปจัดการงานในครัว คาซึยะสำรวจห้องใหม่แล้วก็ต้องขมวดคิ้วมุ่น ดูเหมือนอาคานิชิจินจะรู้อะไรมากกว่าที่เขาคาดไว้ แม้แต่สไตล์การตกแต่งห้องยังเป็นแบบที่คาซึยะชอบ ทั้งสีเครื่องนอน ผ้าม่าน ภาพแขวนข้างผนังและกระจกบานยาวเต็มตัว คนตัวเล็กเดินไปเปิดบานพับหน้าต่างให้กว้างขึ้น ไอเย็นจากทะเลช่วยคลายความร้อนได้ไม่มากแต่คาซึยะก็ชอบมันมากกว่าความเย็นจากเครื่องปรับอากาศ แสงไฟตรงสะพานไม้สว่างเป็นดวงเล็กเรียงไปจนสุดสะพาน แม้จะคิดว่ามันสวยดีแต่ก็อดเสียดายพลังงานไฟฟ้าไม่ได้
สองทุ่มกับอีกสิบนาทีคาซึยะก็อาบน้ำเปลี่ยนมาสวมชุดนอนเรียบร้อย คนตัวขาวกลิ้งไปมาบนเตียงกว้างได้สักพักก็ลุกขึ้นนั่งหน้ายุ่งอยู่กลางเตียง
“ไปดูหน่อยดีกว่า” เมื่อตอนเย็นถามป้าฮิกะมาเรียบร้อยแล้วว่าห้องของเทโกชิอยู่ตรงไหน แวะไปเคาะประตูถามอาการดูหน่อยก็แล้วกัน เห็นหน้าแดงๆ สูดจมูกฟุดฟิดๆ ท่าทางคงโดนหวัดเล่นงาน แต่คนเป็นหวัดไม่ยักจะนอนซมบนเตียงอย่างที่คิด ยูยะเปิดประตูมาด้วยสีหน้าปกติ ไฟที่โต๊ะเขียนหนังสือส่องสว่าง มีหนังสือเล่มหนากางซ้อนกับสมุด พอเห็นว่าเป็นคาซึยะก็ชิงถามขึ้นเสียก่อน
“ต้องการอะไรหรือครับ”
“ไม่ได้เอาอะไร แค่แวะมาดูเฉยๆ”
“มาดูทำไม” คนตัวขาวบุ้ยใบ้ไปทางห้องทำงานของเจ้าบ้าน
“อาคานิชิฝากฉันให้ดูแลนาย กลัวว่าจะไม่สบาย นายทำอะไรอยู่…” รับปากแล้วว่าจะดูแลให้ (ถึงจะไม่เต็มใจก็เถอะ) ก็ต้องทำตามที่ตกลง เกิดอะไรขึ้นเจ้าพ่อท่านจะได้ไม่สั่งเก็บคาซึยะ “ผมสบายดี กำลังอ่านหนังสือเตรียมสอบ”
“อ้าวเหรอ จะสอบเมื่อไหร่”
“เดือนหน้า” โอ้โห ขยันสุดยอด อ่านหนังสือเตรียมสอบล่วงหน้าเป็นเดือนๆ เนี่ยนะ เรียนจะจบปีนี้อยู่แล้ว คาซึยะยังไม่เคยทำเลยเถอะ
“มีอะไรให้ช่วยไหม ฉันถนัดภาษาอังกฤษนะ” เสนอให้ด้วยความเต็มใจแต่ก็ไม่คิดหรอกว่าอีกฝ่ายจะเต็มใจรับด้วย หมอนี่เกลียดหน้าคาซึยะอย่างกับอะไร อยู่ใกล้กันเพราะหน้าที่ทั้งวันก็คงจะเอียนเต็มทน คาซึยะไม่ได้รู้สึกดีกับการถูกเกลียดหรอกนะ แต่ก็บังคับใจใครไม่ได้จริงๆ เพราะสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด คาซึยะก็ไม่คิดว่าตัวเองเคยทำผิด เมื่ออีกฝ่ายไม่แคร์เขา เขาก็ไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ให้มาเท่าไหร่ก็รับคืนไปเท่านั้นแล้วกัน
“ถ้าอยากอ่านเองก็ไม่เป็นไร ฉันกลับห้องล่ะ”
“เดี๋ยว…คุณพอจะอธิบายโครงสร้างประโยคทั้งสิบสองแบบได้ไหม” คิดแวบเดียวก็พยักหน้า ยูยะเปิดประตูกว้างขึ้น เอ่ยเสียงค่อนข้างต่ำ “รบกวนด้วยครับ”
การสอนเทโกชิไม่ใช่เรื่องยากแต่ก็ไม่ง่ายนัก คาซึยะใช้เวลาเกือบครึ่งชั่วโมงถึงได้ข้อสรุปว่าทำไมเด็กตาโตถึงขยันนัก ลูกศิษย์พิเศษเรียนรู้ได้ค่อนข้างช้าและทำความเข้าใจกับเนื้อหาหลักไวยากรณ์ได้ไม่ดีนัก แต่อาศัยที่มีความตั้งใจจริง จะบอกจะสอนอะไรก็พยักหน้ารับและจดบันทึกอย่างละเอียด บอกให้ท่องก็ท่อง บอกให้ลองทำแบบฝึกหัดก็ทำ ผิดกี่ครั้งก็อดทนทำใหม่ อาจารย์เลยมีกำลังใจจะอดทนสอน (แม้จะอยากพังโต๊ะไปหลายรอบก็ตาม)
“วันนี้พอแค่นี้ก่อนเถอะ เรียนมากไปเดี๋ยวสับสน ท่องหลักโครงสร้างของสามแบบแรกให้ได้ แล้วค่อยมาต่อที่เหลือ” คนเรียนทำท่าจะค้าน คาซึยะเลยปิดหน้าหนังสือให้เสียเลย “อย่าฝืนตัวเอง ได้แค่ไหนแค่นั้น มากไปมันไม่ดีหรอก เวลาอยู่ในห้องสอบนายจะมึน ข้อไหนก็ใช่ก็น่าจะถูกไปหมด เชื่อฉัน เรียนวันละนิดจะจำได้นาน”
อาจารย์ตัวขาวว่าอย่างนั้นยูยะเลยได้แต่เอ่ยคำขอบคุณ
“จะสี่ทุ่มแล้ว ถึงว่าทำไมเริ่มง่วง ฉันกลับห้องละ นายก็นอนพักซะนะเดี๋ยวจะไม่สบายไปจริงๆ” จากสี่ทุ่มตอนนี้จะเที่ยงคืนแล้ว คนที่บอกว่าง่วงยังนอนตาแป๋วอยู่บนเตียง คิ้วเรียวขมวดมุ่น ไม่พอใจที่ร่างกายไม่ยอมทำตามความต้องการของใจ เขาอยากหลับ อยากพักผ่อนแต่ตามันไม่ยอมปิด ทำทุกวิธีแล้วก็ไม่สำเร็จ คาซึยะโทษว่าเพราะเปลี่ยนห้องใหม่ แปลกที่ ร่างกายเลยต้องการการปรับตัว
“หานมร้อนดื่มดีกว่า” วิธีการดั้งเดิมน่าจะใช้ได้ผล คาซึยะคลำทางลงมาจากชั้นบน บ้านหลังใหญ่ตกอยู่ในความสลัว มีแสงสว่างเพียงแค่ห้องโถงด้านหน้าและห้องครัวหลังบ้านเพียงสองจุด คาซึยะเจอป้าฮิกะในชุดนอนเต็มยศกำลังวุ่นวายอยู่ในครัว ยังไม่ทันถามอะไรป้าก็รายงานว่าคุณยูยะไม่สบาย
“เมื่อกี้ยังไม่เป็นอะไรเลย” นั่งเรียนเป็นปกติ หน้านิ่ง พูดน้อยเป็นปกติ
“แบบนี้แหละค่ะ เธอใจแข็ง เป็นอะไรก็ไม่ยอมบอกใคร พอรู้ทีก็เป็นหนักแล้ว นี่นอนซมบนเตียง ตัวร้อนยังกับไฟ ป้าจะตามหมอคาซาม่าก็ไม่ยอม”
“อาคานิชิซังบอกว่าเทโกชิไม่ถูกกับหมอ”
“โรคเด็กๆ น่ะค่ะ กลัวเข็มฉีดยาด้วย” คาซึยะมองอ่างขนาดเล็ก น้ำแข็ง ผ้าขนหนู เรียกหาคูลแพ็คเพิ่มอีกอย่างแล้วจึงรวบของทั้งหมดมาถือไว้
“ฮิกะซัง ไปพักผ่อนเถอะครับ ผมจะดูแลเทโกชิให้เอง” คาซึยะไม่ได้นึกถึงนมร้อนอีกต่อไป ร่างบางถืออ่างสีขาวเข้าไปรองน้ำในห้องน้ำเล็ก เติมน้ำแข็งก้อนลงไปแล้วจึงเริ่มเช็ดเนื้อตัวให้คนป่วย ร่างเล็กจ้อยขยับเล็กน้อย กลิ่นหอมแปลกจมูกกระตุ้นให้ต้องฝืนเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้นมอง ใบหน้าเรียวสวย ริมฝีปากบางเฉียบ ดูยังไงก็ไม่น่าจะใช่ป้าแม่บ้านคนเดิม
“ไม่ต้องห่วง ฉันไม่ใช่หมอ” อาการปวดหนึบทั่วศีรษะทำให้เด็กชายไม่คิดจะอิดเอื้อนเมื่อคาซึยะปลดกระดุมเสื้อนอนแบบผ่าหน้าออกทั้งแถว ผ้านุ่มเย็นจัดลากไปทั่วซอกคอ แผ่นอกบาง แขนทั้งสองข้าง คาซึยะละมือจากการเช็ดปลายนิ้วคนป่วย แกะแผ่นบรรเทาความร้อนแปะกลางหน้าผากมน
“ทานยาแล้วใช่ไหม” คนป่วยพยักหน้าช้าๆ
“ขอโทษที่ทำให้ลำบาก”
“ไม่เป็นไร ตอนฉันไม่สบายนายก็ดูแล ถือว่าหายกัน” ตากลมใสมองตามร่างเพรียวบางไปทุกจังหวะ คาซึยะเก็บของเสร็จ เดินกลับออกมาจากห้องแล้วก็กลับเข้าไปพร้อมชุดเครื่องนอน ยูยะก็ยังไม่ยอมหลับตา “ทำไมไม่นอน ปวดหัวมากหรือ”
“คุณจะนอนห้องนี้หรือ”
“ใช่ ฉันนอนไม่หลับ สงสัยจะแปลกที่ ถ้ามีคนนอนเป็นเพื่อนคงไม่เป็นไร ระหว่างที่ฉันต้องปรับตัวก็รบกวนหน่อยนะ” คาซึยะมองเห็นความเป็นเด็กสมวัยของเจ้าตัวเล็กเป็นครั้งแรก ท่าทางจะกลัวการอยู่คนเดียวจริงอย่างที่อาคานิชิพูด พอรู้ว่าคาซึยะจะนอนห้องนี้ถึงได้รีบพยักหน้าแล้วก็ทิ้งตัวลงนอนราวกับกลัวว่าคาซึยะจะเปลี่ยนใจ
หมดห่วงเรื่องคนป่วย คาซึยะก็นอนกรอกตามองเพดาน ห้องนอนกว้างกลับเข้าสู่ความเงียบในแสงสลัวอีกครั้ง ตอนนี้มันเที่ยงคืนกว่าแล้ว เที่ยงคืนกว่า เที่ยงคืนที่…เป็นเขตเวลาของวันใหม่ กลีบปากบางเหยียดออกเป็นเส้นตรง พอเถอะคาซึยะ หลับเสีย หลับให้สนิท
เคยมีคนบอกว่าถ้าการหลับนั้นมีความฝัน หมายถึงว่าเราหลับไม่สนิท
แต่ถ้าภาพเหล่านั้นไม่ใช่เพียงแค่ฝัน ยังนับว่าเราหลับสนิทได้ไหม
โปรดติดตามตอนต่อไป ^^